my chopper
posted on 08 Feb 2009 19:41 by iwillmiss
เรื่องสั้นสี่บรรทัดแบบ wp :
"หนูต้องเฝ้าชอปเปอร์คันนี้ไปก่อนนะ ทิ้งไว้ไม่ได้"
"กุญแจอยู่ที่แฟนน้องเหรอ แต่ไว้ใจไม่ได้นะ พวกมูลนิธิเนี่ย มันส่งคนไปโรง'บาลเพราะเงินทั้งนั้นแหละ"
เสียง
ป้าผู้หญิงกระเป๋ารถเมล์ที่ดูทะมัดทะแมงปนกับเสียงแม่ค้าผู้มีชื่อเรื่องของ
การมีส่วนร่วมกับทุกงานที่เกิดขึ้นบริเวณนั้นต่างช่วยกันประโคมให้เรื่องราว
ยังดำเนินต่อไปแม้ไทยมุงจะเริ่มซาลง
ฉันได้แต่นั่งทรุดลงกับทางเดินข้างถนน สะอื้นน้ำตาไหลริน
ฉันกับแฟนคบกันได้สามปี
ฉันรู้จักเขาครั้งแรกตอนที่ฉันเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ
เขาเป็นช่างอะไรซักอย่างที่ชอบขับชอบเปอร์มาบริเวณใกล้ ๆ ร้านซึ่งกำลังมีการก่อสร้าง
ฉันรู้แต่ว่าฉันเจอเขามาซื้อของทุกครั้งที่ฉันอยู่ในกะ
เขายิ้มให้ฉันทุกครั้ง
วันหนึ่งเขาสีหน้าตื่นวิ่งเข้ามาในร้าน
ฉันงง ๆ มองหน้าเขา
"โทษนะครับ พอดีผมลืมโทรศัพท์ไว้ที่สำนักงาน ผมมีเรื่องด่วนเลย ไม่มีเศษตังค์ ขอยืมโทรศัพท์หน่อยนะครับ"
ฉันตื่นเต้นไปกับเขาด้วย รีบยื่นโทรศัพท์ให้ทันที
"ไม่มีใครรับ ขอบคุณมากเลยครับ"
เขาคืนใส่มือฉันอย่างรีบร้อนแต่แผ่วเบา แล้ววิ่งออกไป
ฉันยังคงเป็นห่วงว่าเขามีเรื่องเร่งด่วนอะไร
วันต่อมาเขาจึงโทรฯ มาหาฉัน
ฉันรู้จักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
ฉันเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นนายช่าง คุมงานอยู่ส่วนหนึ่งของไซต์งาน
ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันเป็นแค่พนักงานร้านสะดวกซื้อ
แต่เขาก็ยังคงอยากจะรู้จักฉัน
เขาหนีออกจากบ้านตอนอายุสิบแปด
ออกมาทำงานก่อสร้าง งานรับจ้าง งานทุกชนิดที่เขาจะหาเลี้ยงตัวได้
เขาขยันและเอาใจใส่งาน หลายครั้งที่นายจะเอ็นดูสอนเขาทำงานหลายอย่าง
นั่นทำให้เขามีประสบการณ์และเติบโตในสายงานขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนฉันเองพ่อแม่ทะเลาะกันแล้วแยกทางตั้งแต่เด็ก
ฉันอาศัยอยู่กับยายซึ่งเสียไปตอนฉันอายุสิบเอ็ด
ฉันเรียนด้วยทุนการศึกษาสงเคราะห์จนจบ ม.๓
แล้วฉันก็ออกมาสู้ชีวิตด้วยตัวฉันเอง
เพื่อนฉันส่วนใหญ่เลือกเรียนสายอาชีพ
ฉันจึงใช้เวลาอยู่ปีหนึ่งเพื่อเก็บเงินกลับเข้าไปเรียนต่อ ปวช.
โชค
ดีที่ระหว่างเรียนฉันไม่ได้ใจแตกเหมือนเพื่อนฉันส่วนใหญ่ที่แม้บางคนอาจจะ
ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่จำเป็นที่ต้องทำงานพร้อมกับเรียนเหมือนกับฉัน
ฉันจึงสามารถเรียนจบได้ในสามปี และมันทำให้สายงานของฉันกว้างขึ้น
วาเลนไทน์ที่ผ่านมาฉันถูกไล่ออก
เนื่องจากผู้จัดการร้านเห็นแฟนฉันเอากุหลาบมาให้ทุกชั่วโมง
แฟนฉันรู้สึกผิดที่ดูจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันถูกไล่ออก
ฉันปลอบใจ แต่ฉันไม่ได้บอกเขาเรื่องที่ฉันไม่ยอมให้ผู้จัดการล่วงเกิน เหมือนที่เพื่อนฉันคนหนึ่งยอม
เสียงไซเรนของรถมูลนิธิฯ ดังขึ้นมาจากระยะไกล
"หนู ๆ ยังไหวไหม มีแผลนิดหน่อยใช่ไหม ดีนะมีคนอาสารีบพาไปส่งแฟนหนู หวังว่าแฟนหนูคงไม่เป็นอะไรนะ"
"
น้อง รถกระป๋องพี่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ถลอกนิดหน่อย พี่ไม่เอาเรื่องละกัน
หรือว่าน้องจะฟ้องร้องกับตำรวจ ตามใจนะน้อง
แฟนน้องขี่ชอปเปอร์ใส่หมวกแต่ไม่ได้ผูกติดกับคางนะ น้องก็ด้วย
พี่เห็นตั้งแต่แรก"
น้ำตาฉันยังคงไหลริน ฉันมองไปที่รถเมล์ร่วมฯ สีเขียวที่จอดอยู่ใกล้ ๆ กัน
หลังจากฉันถูกไล่ออกฉันจึงมาอยู่กับแฟน
ฉันมีเงินเก็บไม่มากนัก หวังว่าจะมีเงินเก็บมากขึ้นเมื่อมาอยู่กับเขา
ฉันมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน ฉันรับหน้าที่ดูแลเรื่องที่บ้านทั้งหมด
เป็นความสุขช่วงสั้น ๆ ในชีวิตของฉัน
แฟนฉันไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่
เขาเคยกินแต่ตั้งแต่คบกับฉัน ฉันบอกให้เลิกเขาก็เลิก
แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขายังทำไม่ได้
เขาติดพนันบอล
แรก ๆ ฉันเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของผู้ชาย
แต่เมื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ เงินเก็บที่มีอยู่เริ่มหมดลง
เราเริ่มทะเลาะกันมากขึ้น
ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร
วันหนึ่งฉันกลับมาที่ห้องเห็นข้าวของเลอะออกมานอกประตู
ฉันได้ยินเสียงห้ามฉันเข้าไป แต่ฉันก็รีบวิ่งเข้าไป
พวกทวงหนี้ที่กำลังรุมกระทืบอยู่ก็หยุดแล้วก็มองหน้าฉัน
"สวยนี่หว่า นอกจากรถมึงแล้ว ถ้าอีกสามวันมึงยังไม่มี กูจะมาเอา"
ฉันพาเขาไปโรงพยาบาล แขนขาเขาเต็มไปด้วยรอยรองเท้าฟกช้ำเลือดซึม ๆ
แต่โชคดีที่กระดูกไม่หัก ฉันจึงพาเขากลับบ้าน
คืนนั้นเขาหลับอย่างรวดเร็ว
แต่ฉันนอนร้องไห้ทั้งคืน
วันต่อมาฉันตัดสินใจออกไปหางานทำ
ฉันได้ข่าวจากเพื่อนฉันมาว่า มีห้างสรรพสินค้าขายส่งเปิดใหม่กำลังเปิดรับพนักงาน
แม้จะอยู่ไกลจากที่พัก แต่ฉันก็คิดว่าจะอดทน
หัวหน้าฉันนัดฝึกงานในอีกสองวัน
วันต่อมาฉันจำเป็นต้องฝืนสู้หน้าไปขอยืมเงินนอกระบบหลาย ๆ ที่
ทุกคนต่างรังเกียจฉัน
ฉันเชื่อว่าฉันคงสามารถเห็นหน้าพวกเขาได้เป็นครั้งสุดท้าย
หรือเจอหน้าฉันเพราะทวงหนี้ที่ฉันยืมไว้เอง
เมื่อถึงวันเริ่มทำงานแฟนฉันยืนยันจะขับรถไปส่งฉัน
เขาบอกว่าเขาหายแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว
ฉันให้เงินที่ฉันไปรวบรวมจากคนที่ฉันรู้จักทั้งหลายกับเขา
เขาไม่รับ เขาบอกว่า พวกมันไม่มาหรอก
ฉันมีความสุขทุกครั้งที่นั่งอยู่ข้างหลังเขาบนชอปเปอร์คันที่เขารักและเป็นคันเดียวกับที่ฉันเห็นและรู้จักเขาตั้งแต่แรก
ฉันโอบกอดเขา ฉันเอาหน้าแนบกับแผ่นหลังในชุดแจ็คเก็ตหนังสีดำของเขา
ฉันหลับตา สัมผัสกับความสุข
คงจะเป็นความสุขครั้งสุดท้ายของฉัน
ฉันไม่ทันได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วรอบตัวฉัน
เสี้ยววินาทีฉันสัมผัสได้ถึงความพลุ่งพล่านและความฉุกระหุกที่เกิดขึ้นบนร่างกายเขา
ฉันกำลังเสียการทรงตัว เสียงรอบข้างฉันดังลั่นแสบแก้วหูยังไม่ทันที่ฉันจะได้ลืมตา
อ้อมกอดฉันหลุดจากเขา แรงเหวี่ยงทำให้ฉันหลุดลอยกลิ้งกระแทกไปกับพื้น ฉันเพิ่งจะได้สติลืมตาก่อนที่จะพยายามหยุดตัวฉันเองไว้
มันเกิดอะไรขึ้น
ภาพเบื้องหน้าทั้งพร่ามัวสะอิดสะเอียนและเอียงกะเท่เร่
ทั้งควันและความร้อนของพื้นถนนแทบจะทำให้ฉันกลิ้งตัวไปอีกครั้ง
ยังไม่ทันจะลุกขึ้น ความเจ็บปวดของฉันก็มาพร้อมกับภาพและกลิ่นของคราบเลือดที่อาบทั้งรถและกระจายไปทั่วบริเวณที่ฉันเห็น
ฉันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้ความเจ็บปวดบริเวณข้อเท้าและไหล่ทั้งสองข้างจะเสียดแทงลึกลงไปมากเท่าใด แต่ฉันจำเป็นต้องมองหาสิ่งที่ฉันรัก
ฉันไม่ได้ยินเสียงใด ๆ นอกจากเสียงไทยมุงของผู้คนรอบข้างที่ตะโกนให้ฉันหยุดและกำลังจะมาจับฉันไว้
ฉับพลันฉันเพิ่งตระหนักในสิ่งที่เห็น สิ่งที่จมอยู่ใต้กองเลือดหลังรถนั่นคือเขา
ฉันกรีดร้องแทบบ้า
มีคนมาหยุดฉันไว้ เขาบอกให้ฉันใจเย็น ๆ เดี๋ยวจะเป็นอะไรมากกว่านี้
ฉันไม่สนใจ เขาถามฉันว่าเป็นอะไรบ้าง เจ็บตรงไหนบ้าง
มีคนพาเขาไปโรงพยาบาล
มีพลเมืองดีอีกคนจะพาฉันไปโรงพยาบาล
ฉันได้แต่เรียกร้องหาเขา
อีกคนบอกฉันว่า ต้องมีคนเฝ้ารถคันนี้
เขาถามฉันว่า น้องเป็นอะไรมากไหม
เสียงไซเรนดังลั่น เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ วิ่งมาแตะฉัน
"น้อง ไปทำแผลที่โรง'บาล"
"แล้วรถคันนี้ล่ะ"
ฉันสับสน รอบข้างฉันเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงตัวฉัน
แฟนฉันไปอยู่ที่ไหน
ฉันจะทำอย่างไรกับรถคันนี้
เสียงรอบข้างฉันยังดังทั่วไปหมด
ฉันเริ่มรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว
ฉันถูกพาขึ้นรถเพื่อส่งโรงพยาบาล
เขาพูดกันว่า แฟนฉันไม่รอด
เขาตายไปแล้ว
เขาตายตั้งแต่แรกแล้ว
เธอรอดมาได้อย่างไร
ทำไมเธอถึงยังมีชีวิตอยู่
เดี๋ยวเธอก็คงไม่รอด
เธอดูแปลก ๆ
ฉันไม่อยากจะสนใจคนพวกนี้
แต่พวกมูลนิธิฯ ดูจะสนใจและกำลังจะขโมยรถฉันจริง ๆ
ฉันลุกขึ้นตะโกนห้ามทุกคนแตะรถของแฟนฉัน
พลันฉันได้มองเห็นใบหน้าคนขับรถเมล์ร่วมฯ คันนี้
พวกทวงหนี้
(ฉันตะโกนร้องบอกให้ทุกคนรู้ว่ามันจงใจฆ่าแฟนฉัน
ทุกคนหาว่าฉันบ้า
เสี้ยววินาทีฉันรู้สึกโหวงในท้อง
แล้วฉันก็ไม่รู้สึกตัว)